วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คำถาม!!!

1)เหตุใดในอดีตจึงเกิดภาวะสมองไหลของวงการแพทย์ไทย
      1.นักศึกษาแพทย์ไทยมีความสามารถมากทำให้เป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆ
      2.ในประเทศไทยการศึกษาแพทย์เฉพาะทางยังไม่ดีพอทำให้นักศึกษาแพทย์นิยมเรียนแพทย์ที่ต่าง             ประเทศและทำงานต่อ
      3.ค่าตอบแทนในประเทศไทยต่ำ
      4.เกิดการฟ้องร้องจำนวนมากในประเทศไทย
2)เริ่มแรกนั้นในการศึกษาวิชาแพทย์ของประเทศไทยใช้เวลาเรียนกี่ปี
      1.3 ปีโดนสอนเฉพาะช่วงคลินิกไม่สอนวิชาพื้นฐาน
      2.3 ปีโดยแบ่งเป็น 1 ปีแรกสอนวิชาพื้นฐานและอีกสองปีสอนวิชาคลินิก
      3.6 ปีโดยมีการจัดการเรียนแบบในปัจจุบัน
      4.7 ปีโดยสองปีแรกเรียนวิชาพื้นฐานพร้อมรับปริญญาคณะวิทยาศาสตร์
3)การปฏิรูปหลักสูตรแพทย์ในประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
      1.2466
      2.2465
      3.2464
      4.2463
4)ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลออกกฏบังคับให้แพทย์ที่จบใหม่ออกไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด
      1.ภาวะขาดแคลนแพทย์ในชนบท
      2.เนื่องจากไม่มีอัตราการบรรจุแพทย์ในกรุงเทพมหานคร
      3.เพื่อป้องกันภาวะสมองไหลเนื่องจากนักศึกษาแพทย์นิยมไปเรียนต่อเฉพาะทางและประกอบอาชีพ          ที่ต่างประเทศ
      4.ไม่มีข้อใดถูกต้อง
5)เนื่องจากภาวะสงครามอันเนื่องมาจากการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท
    การประชมทางการแพทย์ครั้งใดที่เริ่มมีการตกลงให้นักศึกษาแพทย์ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
      1.การประชมทางการแพทย์ครั้งที่ 1
      2.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 2
      3.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 3
      4.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 4
คำตอบ
1) 2.
2) 1.
3) 1.
4)1.
4) 4.

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พ.ศ. 2436

โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย ได้เปิดการเรียนการสอนขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชในนาม “โรงเรียนแพทยากร” ในปัจจุบันนี้คือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ หลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตร 3 ปี โดยไม่มีการสอนช่วงก่อนคลินิก ซึ่งต่อมาไม่นานได้ขยายหลักสูตรเป็น 6 ปี แบ่งเป็นการสอนวิชาก่อนคลินิก 4 ปีแรก และวิชาคลินิกในอีก 2 ปีหลัง
เป็นต้นมา ขณะที่หลักสูตรในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลักสูตร การศึกษาก่อนคลินิก 3 ปี ตามด้วยการศึกษาคลินิก 3 ปี ได้เริ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522

พ.ศ. 2466

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์ โดยความร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ได้ปฏิรูปหลักสูตรโดยการผนวกรวมการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน การปรับปรุงเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ ให้มีความทันสมัย เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าหลักสูตรแพทย์และพยาบาลศาสตร์ศึกษาจึงได้รับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมั่นคงนับแต่กาลนั้น


พ.ศ. 2499

ได้มีการจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่    1 ขึ้นโดยความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศไทย เพื่อจะกําหนดแนวทางการจัดการการศึกษา ให้ตอบสนองต่อการขาดแคลนแพทย์ในเวลานั้น (อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร ณ ขณะนั้นประมาณ 1 ต่อ 8,000 คน เปรียบเทียบกับ 1: 3,300 ในปัจจุบัน) และตกลงที่จะจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติทุก 7-8 ปี เพื่อจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งถัดมาจนถึงปัจจุบันทำให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการด้านกําลังคนของประเทศจากภาวะสมองไหล ตลอดจนการกระจายกำลังของบุคลากรสาธารณสุขได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภายนอกประเทศ

พ.ศ. 2515

รัฐบาลออกข้อบังคับให้แพทย์จบใหม่ต้องออกไปปฏิบัติงานเพิ่มพูนทักษะในชนบทเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี และมีการกําหนดอัตราเปรียบเทียบปรับหากไม่ทําตามข้อตกลงดังกล่าว แพทย์จบใหม่ต้องทําหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อเพิ่มพูนทักษะเป็นเวลา 1 ปีแรก และต่อด้วยการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนในอีก 2 ปีหลัง
          มติของการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 4 ได้เน้นถึงการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพที่ดีและเหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในชนบท แพทย์ที่จบใหม่พึงมีคุณสมบัติที่สําคัญสี่ประการคือมีความรู้ความสามารถทางคลินิกที่ดี สามารถให้การบริการปฐมภูมิได้ดีสามารถพัฒนาบุคลากรทางสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขได้
นอกจากการพัฒนาด้านกำลังคนแล้ว ยังมีการปรับปรุงการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่ห้ายังได้ยกประเด็นด้านการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีการใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ problem-based learning ซึ่งทําให้นักศึกษามีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง บูรณการความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามา รวมถึงแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นนอกตํารา เพื่อตอบปัญหาสุขภาพที่สนใจ

          ต่อมาการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่หก ได้กําหนดให้มีการสอบประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

พ.ศ. 2538

กระทรวงสาธารณสุขได้ก่อตั้งโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตแพทย์ให้ได้ประมาณปีละ 300 คนเพื่อไปปฏิบัติงานในชนบทในช่วงเวลา 10 ปี ด้วยกลไกการคัดเลือกที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนวิชาก่อนคลินิกสามปี ที่โรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย ตามด้วยการศึกษาช่วงคลินิกอีกสามปีที่โรงพยาบาลศูนย์อีก 12 แห่ง โครงการดังกล่าวทําให้สัดส่วนนักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบทเพิ่มจาก 23 % ในปี พ.ศ. 2537 เป็น 31.5% ในปี พ.ศ. 2544 

          นอกจากนี้การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติยังให้ความสําคัญกับการบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Health Care) การให้บริการสุขภาพอย่างมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ (Humanized Health Care) การจัดการเรียนการสอนชนิดที่ปลูกฝังความเป็นมนุษย์แก่แพทย์ (Humanized Medical Curriculum) การสร้างเสริมสุขภาพ (Health promotion) และการใช้ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์ให้ดําเนินไปสู่เป้าหมายของการผลิตแพทย์ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณภาพและ คุณธรรมมีจิตสาธารณะและหัวใจของความเป็นมนุษย์เพื่อออกไปปฏิบัติ งานให้เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศต่อไป

ประวัติความเป็นมาของการเต้นแบบ Ball Room dance


ความหมายลีลาศ” หมายถึงการเต้นเพื่อความสนุกสนานและได้พบกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมในงานสังสรรค์ หรืองานราตรีสโมสร ลีลาศนี้ มีมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1400 ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรี การเต้นรำแบบบอลรูม (Ballroom Dancing) เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ