1)เหตุใดในอดีตจึงเกิดภาวะสมองไหลของวงการแพทย์ไทย
1.นักศึกษาแพทย์ไทยมีความสามารถมากทำให้เป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆ
2.ในประเทศไทยการศึกษาแพทย์เฉพาะทางยังไม่ดีพอทำให้นักศึกษาแพทย์นิยมเรียนแพทย์ที่ต่าง ประเทศและทำงานต่อ
3.ค่าตอบแทนในประเทศไทยต่ำ
4.เกิดการฟ้องร้องจำนวนมากในประเทศไทย
2)เริ่มแรกนั้นในการศึกษาวิชาแพทย์ของประเทศไทยใช้เวลาเรียนกี่ปี
1.3 ปีโดนสอนเฉพาะช่วงคลินิกไม่สอนวิชาพื้นฐาน
2.3 ปีโดยแบ่งเป็น 1 ปีแรกสอนวิชาพื้นฐานและอีกสองปีสอนวิชาคลินิก
3.6 ปีโดยมีการจัดการเรียนแบบในปัจจุบัน
4.7 ปีโดยสองปีแรกเรียนวิชาพื้นฐานพร้อมรับปริญญาคณะวิทยาศาสตร์
3)การปฏิรูปหลักสูตรแพทย์ในประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
1.2466
2.2465
3.2464
4.2463
4)ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลออกกฏบังคับให้แพทย์ที่จบใหม่ออกไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด
1.ภาวะขาดแคลนแพทย์ในชนบท
2.เนื่องจากไม่มีอัตราการบรรจุแพทย์ในกรุงเทพมหานคร
3.เพื่อป้องกันภาวะสมองไหลเนื่องจากนักศึกษาแพทย์นิยมไปเรียนต่อเฉพาะทางและประกอบอาชีพ ที่ต่างประเทศ
4.ไม่มีข้อใดถูกต้อง
5)เนื่องจากภาวะสงครามอันเนื่องมาจากการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท
การประชมทางการแพทย์ครั้งใดที่เริ่มมีการตกลงให้นักศึกษาแพทย์ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
1.การประชมทางการแพทย์ครั้งที่ 1
2.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 2
3.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 3
4.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 4
คำตอบ
1) 2.
2) 1.
3) 1.
4)1.
4) 4.
ประวัติการศึกษาทางการแพทย์ในประเทศไทย
วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
พ.ศ. 2436
โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย
ได้เปิดการเรียนการสอนขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชในนาม “โรงเรียนแพทยากร”
ในปัจจุบันนี้คือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
ในช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์
หลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตร 3
ปี
โดยไม่มีการสอนช่วงก่อนคลินิก ซึ่งต่อมาไม่นานได้ขยายหลักสูตรเป็น 6
ปี
แบ่งเป็นการสอนวิชาก่อนคลินิก 4 ปีแรก
และวิชาคลินิกในอีก 2 ปีหลัง
พ.ศ. 2466
เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์
โดยความร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ได้ปฏิรูปหลักสูตรโดยการผนวกรวมการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
การปรับปรุงเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ ให้มีความทันสมัย
เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าหลักสูตรแพทย์และพยาบาลศาสตร์ศึกษาจึงได้รับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมั่นคงนับแต่กาลนั้น
พ.ศ. 2499
ได้มีการจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่
1 ขึ้นโดยความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศไทย
เพื่อจะกําหนดแนวทางการจัดการการศึกษา ให้ตอบสนองต่อการขาดแคลนแพทย์ในเวลานั้น
(อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร ณ ขณะนั้นประมาณ 1
ต่อ
8,000 คน เปรียบเทียบกับ 1:
3,300 ในปัจจุบัน)
และตกลงที่จะจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติทุก 7-8
ปี
เพื่อจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งถัดมาจนถึงปัจจุบันทำให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการด้านกําลังคนของประเทศจากภาวะสมองไหล
ตลอดจนการกระจายกำลังของบุคลากรสาธารณสุขได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภายนอกประเทศ
พ.ศ. 2515
รัฐบาลออกข้อบังคับให้แพทย์จบใหม่ต้องออกไปปฏิบัติงานเพิ่มพูนทักษะในชนบทเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี
และมีการกําหนดอัตราเปรียบเทียบปรับหากไม่ทําตามข้อตกลงดังกล่าว
แพทย์จบใหม่ต้องทําหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อเพิ่มพูนทักษะเป็นเวลา
1 ปีแรก
และต่อด้วยการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนในอีก 2
ปีหลัง
มติของการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 4
ได้เน้นถึงการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพที่ดีและเหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในชนบท
แพทย์ที่จบใหม่พึงมีคุณสมบัติที่สําคัญสี่ประการคือมีความรู้ความสามารถทางคลินิกที่ดี
สามารถให้การบริการปฐมภูมิได้ดีสามารถพัฒนาบุคลากรทางสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขได้
นอกจากการพัฒนาด้านกำลังคนแล้ว
ยังมีการปรับปรุงการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่ห้ายังได้ยกประเด็นด้านการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีการใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้
หรือ problem-based learning ซึ่งทําให้นักศึกษามีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
บูรณการความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามา รวมถึงแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นนอกตํารา
เพื่อตอบปัญหาสุขภาพที่สนใจ
ต่อมาการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่หก
ได้กําหนดให้มีการสอบประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
พ.ศ. 2538
กระทรวงสาธารณสุขได้ก่อตั้งโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตแพทย์ให้ได้ประมาณปีละ 300
คนเพื่อไปปฏิบัติงานในชนบทในช่วงเวลา
10 ปี
ด้วยกลไกการคัดเลือกที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม
นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนวิชาก่อนคลินิกสามปี ที่โรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย
ตามด้วยการศึกษาช่วงคลินิกอีกสามปีที่โรงพยาบาลศูนย์อีก 12
แห่ง
โครงการดังกล่าวทําให้สัดส่วนนักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบทเพิ่มจาก 23
% ในปี พ.ศ. 2537
เป็น
31.5% ในปี พ.ศ. 2544
นอกจากนี้การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติยังให้ความสําคัญกับการบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง
(People-Centered Health Care) การให้บริการสุขภาพอย่างมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์
(Humanized Health Care) การจัดการเรียนการสอนชนิดที่ปลูกฝังความเป็นมนุษย์แก่แพทย์
(Humanized Medical Curriculum) การสร้างเสริมสุขภาพ
(Health promotion) และการใช้ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
เพื่อพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์ให้ดําเนินไปสู่เป้าหมายของการผลิตแพทย์ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณภาพและ
คุณธรรมมีจิตสาธารณะและหัวใจของความเป็นมนุษย์เพื่อออกไปปฏิบัติ
งานให้เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศต่อไป
ประวัติความเป็นมาของการเต้นแบบ Ball Room dance
ความหมาย
“ลีลาศ” หมายถึงการเต้นเพื่อความสนุกสนานและได้พบกับบุคคลอื่นๆ
ในสังคมในงานสังสรรค์ หรืองานราตรีสโมสร ลีลาศนี้ มีมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว
แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1400
ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรี การเต้นรำแบบบอลรูม (Ballroom Dancing) เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ
ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



