1)เหตุใดในอดีตจึงเกิดภาวะสมองไหลของวงการแพทย์ไทย
1.นักศึกษาแพทย์ไทยมีความสามารถมากทำให้เป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆ
2.ในประเทศไทยการศึกษาแพทย์เฉพาะทางยังไม่ดีพอทำให้นักศึกษาแพทย์นิยมเรียนแพทย์ที่ต่าง ประเทศและทำงานต่อ
3.ค่าตอบแทนในประเทศไทยต่ำ
4.เกิดการฟ้องร้องจำนวนมากในประเทศไทย
2)เริ่มแรกนั้นในการศึกษาวิชาแพทย์ของประเทศไทยใช้เวลาเรียนกี่ปี
1.3 ปีโดนสอนเฉพาะช่วงคลินิกไม่สอนวิชาพื้นฐาน
2.3 ปีโดยแบ่งเป็น 1 ปีแรกสอนวิชาพื้นฐานและอีกสองปีสอนวิชาคลินิก
3.6 ปีโดยมีการจัดการเรียนแบบในปัจจุบัน
4.7 ปีโดยสองปีแรกเรียนวิชาพื้นฐานพร้อมรับปริญญาคณะวิทยาศาสตร์
3)การปฏิรูปหลักสูตรแพทย์ในประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
1.2466
2.2465
3.2464
4.2463
4)ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลออกกฏบังคับให้แพทย์ที่จบใหม่ออกไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด
1.ภาวะขาดแคลนแพทย์ในชนบท
2.เนื่องจากไม่มีอัตราการบรรจุแพทย์ในกรุงเทพมหานคร
3.เพื่อป้องกันภาวะสมองไหลเนื่องจากนักศึกษาแพทย์นิยมไปเรียนต่อเฉพาะทางและประกอบอาชีพ ที่ต่างประเทศ
4.ไม่มีข้อใดถูกต้อง
5)เนื่องจากภาวะสงครามอันเนื่องมาจากการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท
การประชมทางการแพทย์ครั้งใดที่เริ่มมีการตกลงให้นักศึกษาแพทย์ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
1.การประชมทางการแพทย์ครั้งที่ 1
2.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 2
3.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 3
4.การประชุมทางการแพทย์ครั้งที่ 4
คำตอบ
1) 2.
2) 1.
3) 1.
4)1.
4) 4.
วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
พ.ศ. 2436
โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย
ได้เปิดการเรียนการสอนขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชในนาม “โรงเรียนแพทยากร”
ในปัจจุบันนี้คือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
ในช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์
หลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตร 3
ปี
โดยไม่มีการสอนช่วงก่อนคลินิก ซึ่งต่อมาไม่นานได้ขยายหลักสูตรเป็น 6
ปี
แบ่งเป็นการสอนวิชาก่อนคลินิก 4 ปีแรก
และวิชาคลินิกในอีก 2 ปีหลัง
พ.ศ. 2466
เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์
โดยความร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ได้ปฏิรูปหลักสูตรโดยการผนวกรวมการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
การปรับปรุงเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ ให้มีความทันสมัย
เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าหลักสูตรแพทย์และพยาบาลศาสตร์ศึกษาจึงได้รับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมั่นคงนับแต่กาลนั้น
พ.ศ. 2499
ได้มีการจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่
1 ขึ้นโดยความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศไทย
เพื่อจะกําหนดแนวทางการจัดการการศึกษา ให้ตอบสนองต่อการขาดแคลนแพทย์ในเวลานั้น
(อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร ณ ขณะนั้นประมาณ 1
ต่อ
8,000 คน เปรียบเทียบกับ 1:
3,300 ในปัจจุบัน)
และตกลงที่จะจัดการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติทุก 7-8
ปี
เพื่อจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งถัดมาจนถึงปัจจุบันทำให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการด้านกําลังคนของประเทศจากภาวะสมองไหล
ตลอดจนการกระจายกำลังของบุคลากรสาธารณสุขได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภายนอกประเทศ
พ.ศ. 2515
รัฐบาลออกข้อบังคับให้แพทย์จบใหม่ต้องออกไปปฏิบัติงานเพิ่มพูนทักษะในชนบทเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี
และมีการกําหนดอัตราเปรียบเทียบปรับหากไม่ทําตามข้อตกลงดังกล่าว
แพทย์จบใหม่ต้องทําหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อเพิ่มพูนทักษะเป็นเวลา
1 ปีแรก
และต่อด้วยการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนในอีก 2
ปีหลัง
มติของการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 4
ได้เน้นถึงการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพที่ดีและเหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในชนบท
แพทย์ที่จบใหม่พึงมีคุณสมบัติที่สําคัญสี่ประการคือมีความรู้ความสามารถทางคลินิกที่ดี
สามารถให้การบริการปฐมภูมิได้ดีสามารถพัฒนาบุคลากรทางสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขได้
นอกจากการพัฒนาด้านกำลังคนแล้ว
ยังมีการปรับปรุงการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่ห้ายังได้ยกประเด็นด้านการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีการใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้
หรือ problem-based learning ซึ่งทําให้นักศึกษามีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
บูรณการความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามา รวมถึงแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นนอกตํารา
เพื่อตอบปัญหาสุขภาพที่สนใจ
ต่อมาการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่หก
ได้กําหนดให้มีการสอบประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
พ.ศ. 2538
กระทรวงสาธารณสุขได้ก่อตั้งโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตแพทย์ให้ได้ประมาณปีละ 300
คนเพื่อไปปฏิบัติงานในชนบทในช่วงเวลา
10 ปี
ด้วยกลไกการคัดเลือกที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม
นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนวิชาก่อนคลินิกสามปี ที่โรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย
ตามด้วยการศึกษาช่วงคลินิกอีกสามปีที่โรงพยาบาลศูนย์อีก 12
แห่ง
โครงการดังกล่าวทําให้สัดส่วนนักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบทเพิ่มจาก 23
% ในปี พ.ศ. 2537
เป็น
31.5% ในปี พ.ศ. 2544
นอกจากนี้การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติยังให้ความสําคัญกับการบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง
(People-Centered Health Care) การให้บริการสุขภาพอย่างมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์
(Humanized Health Care) การจัดการเรียนการสอนชนิดที่ปลูกฝังความเป็นมนุษย์แก่แพทย์
(Humanized Medical Curriculum) การสร้างเสริมสุขภาพ
(Health promotion) และการใช้ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
เพื่อพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์ให้ดําเนินไปสู่เป้าหมายของการผลิตแพทย์ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณภาพและ
คุณธรรมมีจิตสาธารณะและหัวใจของความเป็นมนุษย์เพื่อออกไปปฏิบัติ
งานให้เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศต่อไป
ประวัติความเป็นมาของการเต้นแบบ Ball Room dance
ความหมาย
“ลีลาศ” หมายถึงการเต้นเพื่อความสนุกสนานและได้พบกับบุคคลอื่นๆ
ในสังคมในงานสังสรรค์ หรืองานราตรีสโมสร ลีลาศนี้ มีมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว
แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1400
ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรี การเต้นรำแบบบอลรูม (Ballroom Dancing) เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ
ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ
ประวัติความเป็นมา
ในสมัยดึกดำบรรพ์ ชาวสปาร์ต้า
จะฝึกกีฬา เช่น ชกมวย, ยิงธนู, วิ่ง, ขี่ม้า
ล่าสัตว์ รวมการ เต้นรำ ส่วนชาวโรมันมีการเต้นรำเพื่อแสดงความกล้าหาญ
ผู้ที่มีชื่อเสียงในการเต้นตำของโรมันคือ ซีซีโร (Cicero
: 106 – 43 B.C.) การเต้นรำแบบบอลรูม
เริ่มตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ 1 ซึ่งสมัยนั้นครั่งไคล้การเต้นรำที่เรียกว่า
“โวลต้า” (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ในปัจจุบัน
การเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิงกระโดดขึ้นในอากาศด้วย
ซึ่งพระราชินีเอง ทรงพอพระทัยมาก เช็คสเปียร์ (Shakespeare
: 1564 – 1616) อยู่ในกรุงลอนดอนหลายปี
ได้กล่าวไว้ในบทละครเรื่องพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ว่า
มีการเต้นอีกอย่างเรียกว่า “โคแรนโท หรือ โคแรนเท” (Courante)
สมัยศตวรรษที่ 17 การเต้นรำมีแบบแผนมากขึ้น จอห์น วีเวอร์ และ จอห์น เพทฟอร์ด (John Weaver & John Playford) เป็นนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง
เพลฟอร์ด ได้เขียนเกี่ยวกับการเต้นรำแบบเก่าของอังกฤษ ซึ่งรวบรวมได้ถึง 900 แบบอย่าง แซมมวล ไพปส์ (Samuel Pepys : 1632 – 1704) ได้เขียนบันทึกประจำวันในสมัยการปกครองของพระเจ้าชาร์ลส์ที่
2 และได้บันทึกไว้เมื่อ ค.ศ.1662
ถึงงานราตรีสโมสร ซึ่งพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2
ทรงพาสุภาพสตรีออกเต้น “โคแรนโท” (Coranto)
การเต้นรำได้แพร่เข้ามาประเทศฝรั่งเศส
เปลี่ยนมาเรียกเป็นสำเนียงฝรั่งเศสว่า คองเทร ดองเซ่ (Conterdanse)
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดปรานมากและต่อมาได้แพร่หลายไปยังประเทศอิตาลีและ สเปน
การเต้นรำแบบบอลรูมในจังหวะวอลซ์
(Waltz) ได้เริ่มขึ้นประมาณ ค.ศ. 1800 เป็นจังหวะที่นิยมกันมากในสมัยนั้น
ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era : 1830
– 80) การไปงานราตรีสโมสร หนุ่มสาวจะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคนต่างไป
และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิงคนเดิมมากกว่า 4 ครั้ง
ไม่ได้ หญิงโสดก็จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว
จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้าง ในศตวรรษที่ 20 นิโกรในอเมริกา
มีบทบาทมากทางด้านดนตรี และลีลาต่างๆ ในนิวออร์ลีน
มีการเล่นดนตรีแบบพื้นเมืองของอาฟริกา ตอนแรกเรียกว่าจังหวะ (Syncopation)
มีท่วงทำนองเร้าใจ
และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแจ๊ส (Jazz Age) สมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่
1 ใหม่ๆ
ดนตรีจังหวะนี้ก็เข้ามาแพร่หลายในอังกฤษ พร้อมๆ กันนั้นก็มีจังหวะพื้นเมืองอีกจังหวะหนึ่งมาจากอเมริกาใต้ คือ
จังหวะแทงโก (Tango) ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากเพลงพื้นเมืองของพวกคาวบอยในอาร์เยนตินา
ยุคนั้นเรียกว่า แร็กโทม์ (Rag – Time) ซึ่งการเต้นไม่มีกฏเกณฑ์อะไร
การเต้นลีลาศในสมัยก่อน
ต่อมาประมาณปี ค.ศ.1929 มีครูลีลาศในอังกฤษรวมกันเป็นคณะกรรมการปรับปรุงการลีลาสแบบบอลรูมขึ้นมาเป็นมาตรฐาน
4 จังหวะ (ถ้ารวมควิกวอลซ์ด้วยจะเป็น 5
จังหวะ) ถือว่าเป็นแบบฉบับของชาวอังกฤษ คือ วอลซ์ (Waltz) ควิกสเต็ป (Quickstep)
แทงโก (Tango) และ ฟอกซ์ทรอต (Fox-trot) เนื่องจากอิทธิพลของยุคแจ๊ส (Jazz
Age) ก็ได้เกิดการลีลาศแบบลาตินอเมริกา ซึ่งจัดไว้เป็นมาตรฐาน 4 จังหวะ (ถ้ารวมพาโซโดเบิ้ล ก็จะเป็น 5
จังหวะ) คือ รัมบ้า (Rumba) ชา ชา ช่า (Cha – Cha – Cha) แซมบ้า (Samba) และไจว์ฟ (Jive) โดยคัดเลือกจากการลีลาศประจำชาติต่างๆ เช่น แซมบ้าจากบราซิล
รัมบ้าจากคิวบา พาโซโดเบิ้ลจากสเปน และไจว์ฟจากอเมริกา การลีลาศในประเทศไทย การลีลาศในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันได้แน่ชัด
แต่จากบันทึกของแหม่มแอนนา ทำให้มีหลักฐานเชื่อได้ว่า
เมืองไทยมีลีลาศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักลีลาศคนแรกก็คือ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามบันทึกของแหม่มแอนนาเล่าว่า
ในช่วงหนึ่งของการสนทนาได้พูดถึงการเต้นรำ
ซึ่งแหม่มแอนนาพยายามสอนพระองค์ท่านให้รู้จักการเต้นรำแบบสุภาพ
ซึ่งเป็นที่นิยมของชาติตะวันตก พร้อมกับแสดงท่า และบอกว่าจังหวะวอลซ์นั้นหรูมาก
มักนิยมเต้นกันในวังยุโรป ซึ่งพระองค์ท่านก็ฟังอยู่เฉยๆ ไม่ออกความเห็นใดๆ
แต่พอแหม่มแอนนาแสดงท่า พระองค์ท่านกลับสอนว่าใกล้เกินไปแขนต้องวางให้ถูก และ
พระองค์ท่านก็เต้นให้ดู จนแหม่มแอนนาถึงกับงง จึงทูลถามว่าใครเป็นคนสอนให้พระองค์
ท่านก็ไม่ตอบจึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สอนพระองค์
สันนิษฐานกันว่าพระองค์ท่านคงจะศึกษาจากตำราด้วยพระองค์เอง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเต้นรำยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก
คงมีแต่เจ้านายในวังที่เต้นกัน ส่วนใหญ่มักจะเต้นจังหวะวอลซ์เพียงอย่างเดียว
และบางครั้งได้มีการนำเอาจังหวะวอลซ์ไปสอดแทรกในการแสดงละครด้วย เช่น
เรื่องพระอภัยมณี ตอนที่กล่าวถึงนางละเวงได้กับพระอภัยมณี ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทุกๆ ปีในงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็มักจะจัดให้มีการเต้นรำกันใน
พระบรมมหาราชวัง โดยมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประธาน
ซึ่งบรรดาทูตานุทูตทั้งหลายต้องเข้าเฝ้า
ส่วนแขกที่ชิญนั้นต้องได้รับบัตรเชิญจึงจะเข้าไปในงานได้ ในสมัยรัชกาลที่ 7 การเต้นรำได้รับความนิยมมากขึ้น
ได้เปิดให้มีการเต้นกันตามสถานที่ต่างๆกันมาก เช่น ที่ห้อยเทียนเหลา เก้าชั้น
โลลิต้า และคาร์เธ่ย์ ในพุทธศักราช 2475 หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรวรรณ กับนายหยิบ ณ นคร
ได้ปรึกษากันและจัดตั้งสมาคมที่เกี่ยวกับการเต้นรำขึ้น ชื่อ “
สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ” โดยมีหม่อมเจ้าไวทยากรวรวรรณ เป็นประธาน นายหยิบ ณ นคร
เป็นเลขาธิการสมาคม และมีคณะกรรมการอีกหลายท่าน เช่น หลวงเฉลิม สุนทรกาญจน์
นายแพทย์เติม บุนนาค พระยาปกิตกลสาร พระยาวิชิตหลวงสุขุม นัยประดิษฐ์
หลวงชาติตระการโกศล
สถานที่ตั้งสมาคมนั้นไม่แน่นนอนคือวนเวียนไปตามบ้านสมาชิกแล้วแต่สะดวก การตั้งเป็นสมาคมครั้งนี้ไม่ได้จดทะเบียนให้เป็นที่ถูกต้องแต่อย่างใด สมาชิกส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้พาบุตรหรือบุตรีเข้าฝึกหัดด้วย ทำให้สมาชิกเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มักจัดให้มีงานเต้นรำขึ้นบ่อยๆ ที่สมาคมคณะราษฎร์ วังสราญรมย์ และได้จัดแข่งขันการเต้นรำขึ้นครั้งแรกที่วังสราญรมย์นี้ ผู้ชนะเลิศเป็นแชมเปี้ยนคือ พลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต และคุณประนอม สุขุม ในปี พ.ศ. 2476 นักศึกษากลุ่มหนึ่งเห็นว่า คำว่า “ เต้นรำ ” เมื่อผวนแล้วจะฟังไม่ไพเราะหู ดังนั้นหม่อมเจ้าไวทยากรวรวรรณ จึงบัญญัติศัพท์คำว่า “ลีลาศ” ขึ้นแทนคำว่า “เต้นรำ” นับแต่บัดนี้เป็นต้นมา ต่อมาสมาคมสมัครเล่นเต้นรำก็สลายตัวไปกลายเป็น “สมาคมครูลีลาศแห่งประเทศไทย” โดยมีนายหยิบ ณ นคร เป็นผู้ประสานงานจนสามารถส่งนักลีลาศไปแข่งยังต่างประเทศได้ รวมทั้งให้การต้อนรับนักลีลาศชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมหรือแสดงในเมืองไทย ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งนี้ด้วย จึงทำให้การลีลาศซบเซาไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 วงการลีลาศของเมืองไทยก็เริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นดังเดิม มีโรงเรียนสอนลีลาศเปิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะสาขาบอลรูมหรือ Modern Ballroom Branch อาจารย์ยอด บุรี ซึ่งไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษแล้วนำกลับมาเผยแพร่ใน เมืองไทย ทำให้การลีลาศซึ่ง ศาสตราจารย์ศุภชัย วานิชวัฒนา เป็นผู้นำอยู่ก่อนแล้วเจริญขึ้นเป็นลำดับ


ต่อมาได้มีบุคคลชั้นนำในการลีลาศประมาณ 10
ท่าน
ซึ่งเคยเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น คุณกวี กรโกวิท , คุณอุไร โทณวนิก , คุณจำลอง
มาณยมฑล คุณปัตตานะ เหมะสุจิ โดยมีนายแพทย์ประสบ วรมิศร์
เป็นผู้ประสานงานติดต่อพบปะปรึกษาหารือ
และมีแนวความคิดจะรวมนักลีลาศทั้งหมดให้อยู่ในสมาคมเดียวกัน
เพื่อเป็นการผนึกกำลังและช่วยกันปรับปรุงมาตรฐานการลีลาศทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ
ซึ่งทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงมีการร่างระเบียบข้อบังคับขึ้นมา
ได้ยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 7
สิงหาคม พ.ศ. 2491 ซึ่งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้อนุญาติให้จัดตั้ง “
สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย ” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2491 โดยมีหลวงประกอบนิติสาร เป็นนายกสมาคมคนแรก
ปัจจุบันสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นสมาชิกของสภาการลีลาศนานาชาติ ด้วยประเทศหนึ่ง หลังจากนั้นการลีลาศได้รับความนิยมแพร่หลายเป็นอย่างมาก
มีการจัดตั้งสมาคมลีลาศขึ้น มีสถานลีลาศเปิดเพิ่มขึ้น
มีการจัดส่งนักกีฬาลีลาศไปแข่งขันในต่างประเทศ และจัดแข่งขันลีลาศนานาชาติขึ้นในประเทศไทย
ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ให้เรียนสอนลีลาศต่างๆ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
และมีการกำหนดหลักสูตรลีลาศขึ้นอย่างเป็นแบบแผน
มีสถาบันที่เปิดสอนลีลาศเกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัด
ปัจจุบันมีหลักสูตรการสอนลีลาศในสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา
จนถึงระดับอุดมศึกษา
ฉากเต้นลีลาศในภาพยนตร์
มารยาทในการลีลาศ
1. ไม่ควรสูบบุหรี่หรือขบเคี้ยวของขณะลีลาศ
2. ต้องลีลาศไปตามทิศทางที่ถูกต้อง
3. ควรแต่งกายให้ถูกต้องตามกาลเทศะ
4. ให้ความสนใจคู่ลีลาศของตน
5. ไม่แสดงความเบื่อหน่ายคู่ลีลาศของตน
6. อย่าแสดงความสนใจคู่ลีลาศอื่น
7. หากมีความจำเป็นต้องพูดคุยกับผู้อื่นในขณะลีลาศ
ควรแนะนำคู่ลีลาศของตนให้รู้จักด้วย
8. ไม่ร้องเพลงคลอเสียงดนตรีขณะลีลาศ
9. ถ้าจะเปลี่ยนคู่ลีลาศ ควรพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย
10. ไม่สอนลวดลายใหม่ขณะที่ลีลาศอยู่บนฟลอร์
11. การลีลาศโดยไม่จับคู่ถือว่าไม่สุภาพ
มารยาทในการลีลาศของสุภาพบุรุษ
1. ไม่ควรยืนข้างฟลอร์เฉยๆ
2. ไม่ตัดคู่ขอลีลาศกับสุภาพสตรีที่กำลังลีลาศอยู่ เมื่อยังมีสตรีอื่นไม่ได้ออกลีลาศ
3. ควรเดินนำหน้าเพื่อขอทาง
โดยยื่นมืออีกข้างให้สุภาพสตรีจับถ้าฟลอร์แน่น
4. เมื่อจบเพลงควรเดินตามไปส่งให้ถึงที่นั่ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณ
5. ไม่ควรนำลีลาศในลวดลายที่ยาก
6. ถ้าจะขอลีลาศกับสุภาพสตรีอื่น ต้องขออนุญาตคู่ลีลาศของเขาก่อน
และให้สุภาพสตรีพอใจที่จะลีลาศด้วย
มารยาทในการลีลาศของสุภาพสตรี
1. พยายามเป็นผู้ตาม
2. รับการขอลีลาศจากสุภาพบุรุษเสมอ
3. กล่าวรับคำขอบคุณของสุภาพบุรุษอย่างสุภาพ
4. เมื่อปฏิเสธการลีลาศจากสุภาพบุรุษคนหนึ่งแล้ว
ไม่ควรออกลีลาศกับสุภาพบุรุษอื่นในจังหวะนั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






